เมื่อการแข่งขันทางธุรกิจกลายเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

บทความฉบับภาษาอังกฤษ (English version) อ่านได้ที่: https://fosrlaw.com/2026/interference-contractual-rights-thailand/

กฎหมายไทยยอมรับให้มีการแข่งขันทางการค้าที่เข้มข้นและจริงจัง บริษัทต่าง ๆ สามารถแข่งขันกันเพื่อแสวงหาบุคลากร ผู้บริหารระดับสูง ผู้จัดจำหน่าย ลูกค้า และโอกาสทางธุรกิจได้โดยชอบด้วยกฎหมาย กฎหมายไทยมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองธุรกิจจากผลกระทบทางเศรษฐกิจตามปกติที่เกิดจากการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม

อย่างไรก็ตาม เส้นแบ่งทางกฎหมายจะเกิดขึ้นเมื่อพฤติกรรมในการแข่งขันนั้นพัฒนาไปสู่การแทรกแซงสิทธิตามสัญญาของบุคคลอื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

กฎหมายไทยมิได้รับรองหลักกฎหมายเฉพาะในลักษณะ “การแทรกแซงสัญญาโดยละเมิด” (tortious interference with contract) เช่นเดียวกับในบางประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ โดยประเด็นข้อพิพาทในลักษณะดังกล่าวมักได้รับการพิจารณาภายใต้มาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งกำหนดให้บุคคลต้องรับผิดหากจงใจหรือประมาทเลินเล่อโดยผิดกฎหมายไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น รวมถึงสิทธิตามสัญญาซึ่งได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

ในข้อพิพาททางการค้าในยุคปัจจุบัน ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อการแข่งขันทางธุรกิจทวีความเข้มข้นในภาคธุรกิจต่าง ๆ รวมถึงเทคโนโลยี สื่อ บันเทิง การบริการ และธุรกิจดิจิทัล จึงเกิดข้อพิพาทเพิ่มขึ้นในกรณีที่ฝ่ายหนึ่งกล่าวหาอีกฝ่ายว่าได้ชักจูงให้เกิดการผิดสัญญา ขัดขวางข้อตกลงแบบเอกสิทธิ์ หรือแทรกแซงความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่มีอยู่เดิม

ประเด็นสำคัญจึงมิใช่การแข่งขันทางธุรกิจในตัวมันเอง หากแต่เป็นจุดที่การแข่งขันดังกล่าวพัฒนาไปสู่การกระทำที่ผิดกฎหมาย

สิทธิตามสัญญาในฐานะสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

ศาลไทยรับรองว่าสิทธิตามสัญญา รวมถึงข้อตกลงแบบเอกสิทธิ์ สัญญาให้บริการ สิทธิในการจัดจำหน่าย สัญญาการบริหารจัดการ และความสัมพันธ์ทางการค้าในลักษณะใกล้เคียงกัน ถือเป็นสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองภายใต้มาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อย่างไรก็ดี เพื่อให้สิทธิดังกล่าวสามารถบังคับใช้ได้ในทางกฎหมาย สัญญาพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น จำเป็นต้องได้รับการจัดทำอย่างรอบคอบและสอดคล้องกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาไทย เพื่อเพิ่มโอกาสในการบังคับใช้ตามกฎหมาย สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่: Why Shareholders’ Agreements Must Follow the Law – and What Happens If They Don’t – Formichella & Sritawat – Attorneys at Law

ทั้งนี้ การรับรู้เพียงว่าคู่แข่งมีความสัมพันธ์ตามสัญญากับบุคคลอื่น มิได้ก่อให้เกิดความรับผิดโดยอัตโนมัติ ธุรกิจยังคงมีสิทธิที่จะติดต่อคู่สัญญา สำรวจโอกาสทางธุรกิจ และเจรจาทางการค้าในอนาคตโดยสุจริตได้

ความรับผิดจะเกิดขึ้นโดยทั่วไปต่อเมื่อพฤติกรรมดังกล่าวก้าวข้ามขอบเขตของการแข่งขันทางการค้าที่ชอบด้วยกฎหมาย และกลายเป็นการแทรกแซงภาระผูกพันตามสัญญาที่มีอยู่โดยจงใจและโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

ในทางปฏิบัติ ข้อพิพาทมักเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาว่าฝ่ายหนึ่งได้จงใจสนับสนุน ชักจูง หรืออำนวยความสะดวกให้เกิดการกระทำที่ขัดต่อภาระผูกพันตามข้อตกลงแบบเอกสิทธิ์ ข้อกำหนดห้ามชักชวน หรือข้อผูกพันต่อเนื่องอื่นใด

การวิเคราะห์ทางกฎหมายในลักษณะดังกล่าวมีลักษณะเฉพาะตามข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี ศาลไทยมิได้วินิจฉัยความรับผิดจากถ้อยคำทางการค้าหรือข้อกล่าวหาในเชิงทั่วไปเพียงอย่างเดียว แต่จะพิจารณาพฤติการณ์โดยรอบ ความรู้หรือการรับรู้ของคู่กรณี และการกระทำดังกล่าวได้แทรกแซงสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายโดยมิชอบหรือไม่

องค์ประกอบสำคัญของความรับผิด

โดยทั่วไป การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนภายใต้มาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จำเป็นต้องมีองค์ประกอบสำคัญดังต่อไปนี้

• มีความสัมพันธ์ตามสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมายและสามารถบังคับใช้ได้ระหว่างผู้เสียหายกับบุคคลภายนอก

• ผู้ถูกกล่าวหาทราบหรือควรทราบถึงความสัมพันธ์ตามสัญญาดังกล่าว

• มีการกระทำโดยจงใจเพื่อชักจูง สนับสนุน หรือก่อให้เกิดการผิดสัญญาหรือการเลิกสัญญา

• ผู้เสียหายได้รับความเสียหายอันเป็นผลจากการกระทำนั้น

ศาลไทยมักพิจารณาองค์ประกอบดังกล่าวจากรูปแบบพฤติกรรมโดยรวม มากกว่าการพิจารณาจากการสื่อสารหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งโดยลำพัง

เช่นเดียวกับข้อพิพาททางการค้าหลายประเภท พยานหลักฐานในเอกสารมักมีความสำคัญอย่างยิ่ง ศาลอาจพิจารณาการสื่อสารระหว่างคู่กรณี ลำดับเวลาในการเจรจา โครงสร้างการชำระเงิน เอกสารภายในองค์กร การประกาศต่อสาธารณะ และลำดับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการแทรกแซงที่ถูกกล่าวหา

แนวคำพิพากษาศาลฎีกา: คำพิพากษาฎีกาที่ 152/2523

แนวทางสำคัญเกี่ยวกับประเด็นนี้ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 152/2523

คดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับจำเลยซึ่งเข้าร่วมการนัดหยุดงานและปิดกั้นอากาศยานของสายการบิน Lufthansa และ Air France โดยจำเลยได้กดดันให้สายการบินยกเลิกสัญญากับโจทก์ ด้วยการกำหนดเงื่อนไขว่าจะยุติการปิดกั้นต่อเมื่อมีการเลิกสัญญาดังกล่าว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการแทรกแซงสิทธิตามสัญญาของโจทก์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และก่อให้เกิดความรับผิดตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

สาระสำคัญของคำพิพากษานี้มิได้อยู่ที่ข้อเท็จจริงอันเฉพาะเจาะจงหรือผิดปกติของคดี หากแต่อยู่ที่หลักการซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ศาลไทยอาจกำหนดความรับผิดในกรณีที่บุคคลหนึ่งใช้แรงกดดันโดยมิชอบเพื่อมุ่งหมายให้เกิดการยุติความสัมพันธ์ตามสัญญาที่มีอยู่เดิมได้

ในขณะเดียวกัน คำพิพากษาดังกล่าวมิได้หมายความว่าการแข่งขันทางการค้าตามปกติหรือการเจรจาโดยสุจริตเป็นสิ่งต้องห้าม พฤติการณ์ในคดีเกี่ยวข้องกับการใช้แรงกดดันในลักษณะบีบบังคับเพื่อให้เกิดการเลิกสัญญาที่มีอยู่แล้ว

ความแตกต่างดังกล่าวยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

การประยุกต์ใช้ในทางธุรกิจสมัยใหม่

ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการแทรกแซงสิทธิตามสัญญาปรากฏมากขึ้นในอุตสาหกรรมที่มีลักษณะของความเป็นเอกสิทธิ์ ความคล่องตัวทางธุรกิจ และความสัมพันธ์ที่มีมูลค่าสูง

ตัวอย่างเช่น ข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับ

• สัญญาด้านบุคลากรและธุรกิจบันเทิง

• ความสัมพันธ์แบบเอกสิทธิ์ในการจัดจำหน่ายหรือการเป็นตัวแทน

• การให้สิทธิทางเทคโนโลยีและความร่วมมือเชิงกลยุทธ์

• การสรรหาผู้บริหารและการเคลื่อนย้ายบุคลากรสำคัญ

• ความร่วมมือด้านแพลตฟอร์มดิจิทัล สื่อ และธุรกิจเชิงพาณิชย์

ในข้อพิพาทลักษณะดังกล่าว ประเด็นสำคัญมิใช่เพียงว่าคู่กรณีมีการติดต่อหรือเจรจากันหรือไม่ หากแต่เป็นการพิจารณาว่าพฤติการณ์โดยรอบได้ก้าวข้ามจากการแข่งขันทางการค้าที่ชอบด้วยกฎหมายไปสู่การแทรกแซงสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองโดยจงใจหรือไม่

ศาลไทยมักตรวจสอบพยานหลักฐานในเอกสารอย่างละเอียดเพื่อกำหนดเส้นแบ่งดังกล่าว ในทางปฏิบัติ ข้อพิพาทจำนวนมากมิได้ตัดสินจากข้อกล่าวหาในเชิงกว้าง หากแต่ขึ้นอยู่กับว่าพยานหลักฐานโดยรอบแสดงให้เห็นถึงการแข่งขันทางธุรกิจที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือการจงใจรบกวนภาระผูกพันทางกฎหมายที่มีอยู่เดิม

พฤติกรรมทางการค้าและความเสี่ยงในการดำเนินคดี

แรงกดดันทางการค้าเป็นเรื่องปกติในการเจรจาทางธุรกิจ บริษัทต่าง ๆ มักแข่งขันกันเพื่อแสวงหาตำแหน่งทางการตลาด บุคลากร ความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ และผลประโยชน์ทางธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม กฎหมายไทยยังคงกำหนดขอบเขตไว้

พฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวง การบีบบังคับ การหลีกเลี่ยงข้อจำกัดที่ทราบอยู่แล้วโดยเจตนา หรือการชักจูงให้เกิดการผิดสัญญาโดยตั้งใจ อาจเพิ่มความเสี่ยงทางกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญ ในทำนองเดียวกัน การให้ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเพื่อทำลายชื่อเสียงหรือธุรกิจของคู่แข่ง อาจก่อให้เกิดความรับผิดเพิ่มเติมตามมาตรา 423 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และในบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับความผิดฐานหมิ่นประมาททางอาญา เมื่อข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับการกล่าวอ้างถึงความเสียหายต่อชื่อเสียง ภาระการพิสูจน์ถือว่าสูงมาก จึงจำเป็นต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียดรอบคอบ ดูเพิ่มเติมได้ที่: Rules of Evidence in Proving Criminal Defamation in Thailand – Formichella & Sritawat – Attorneys at Law

ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจที่ดำเนินกิจการในประเทศไทยอย่างรอบคอบจึงมักตรวจสอบก่อนว่าคู่สัญญายังคงอยู่ภายใต้ข้อจำกัดหรือภาระผูกพันใดหรือไม่ ก่อนดำเนินการผูกพันทางกฎหมาย การชำระเงิน หรือการประกาศต่อสาธารณะ นอกจากนี้ ธุรกิจมักหลีกเลี่ยงการสื่อสารที่อาจถูกตีความภายหลังว่าเป็นการสนับสนุนให้เกิดการผิดสัญญาหรือหลีกเลี่ยงข้อจำกัดที่มีอยู่

เช่นเดียวกับข้อพิพาททางการค้าหลายประเภท ศาลมักพิจารณาประเด็นเหล่านี้ย้อนหลังผ่านพยานหลักฐานในเอกสาร การสื่อสารและพฤติกรรมในการเจรจาซึ่งดูเป็นการแข่งขันเชิงพาณิชย์ในขณะนั้น อาจถูกนำมาตรวจสอบภายหลังในฐานะพยานหลักฐานเกี่ยวกับเจตนา ความรู้ หรือการชักจูง

โครงสร้างสำคัญกว่าถ้อยคำทางการค้า

ในข้อพิพาทลักษณะนี้ คู่กรณีมักพยายามอธิบายพฤติกรรมของตนด้วยถ้อยคำทางการค้าในลักษณะกว้าง ฝ่ายหนึ่งอาจอ้างว่าเป็นการแข่งขันตามปกติ ขณะที่อีกฝ่ายกล่าวหาว่าเป็นการแทรกแซงโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ศาลไทยมักให้ความสำคัญกับสิ่งที่เป็นรูปธรรมมากกว่า

การวิเคราะห์ท้ายที่สุดจะขึ้นอยู่กับโครงสร้าง พฤติการณ์ และพยานหลักฐาน

ศาลจะพิจารณาว่ามีสิทธิตามสัญญาอยู่จริงหรือไม่ สิทธิดังกล่าวถูกแทรกแซงโดยรู้เห็นหรือไม่ การกระทำนั้นผิดกฎหมายหรือไม่ และก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่ ถ้อยคำหรือคำอธิบายทางการค้าเพียงอย่างเดียวมักไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดผลของคดี

แนวทางดังกล่าวสะท้อนรูปแบบที่พบได้บ่อยในข้อพิพาททางการค้าของไทย กล่าวคือ ศาลมักพิจารณาข้อพิพาทจากกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องและพยานหลักฐานเป็นหลัก มากกว่าการพิจารณาจากถ้อยคำหรือคำเรียกที่คู่กรณีใช้เรียกพฤติการณ์ของตน

บทสรุป

กฎหมายไทยสนับสนุนการแข่งขันทางการค้าที่เข้มแข็ง ธุรกิจยังคงมีเสรีภาพในการเจรจา การสรรหาบุคลากร การทำการตลาด และการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ แม้ว่ากิจกรรมดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อคู่แข่งก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เสรีภาพดังกล่าวมิได้ไร้ขอบเขต

หากพฤติกรรมในการแข่งขันมีลักษณะเป็นการแทรกแซงสิทธิตามสัญญาที่มีอยู่โดยจงใจและโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ความรับผิดตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อาจเกิดขึ้นได้

ในทางปฏิบัติ เส้นแบ่งดังกล่าวมักมิได้ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของการแข่งขันทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับว่าพยานหลักฐานโดยรอบแสดงให้เห็นถึงการแข่งขันที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือการแทรกแซงสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อข้อพิพาททางการค้าในประเทศไทยมีความซับซ้อนและมีการแข่งขันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความแตกต่างดังกล่าวย่อมมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นประเด็นสำคัญยิ่งขึ้นในคดีธุรกิจสมัยใหม่


ข้อสงวนสิทธิ์

This article is provided for general informational and discussion purposes only and may not reflect all recent legal developments. Any statement in this article should not be taken or considered legal advice. Consideration of specific issues should be analyzed by qualified Thai legal advisors. Taking into account the facts and circumstances involved in each case.


Authors

  • M.L. Numlapyos Sritawat is a distinguished Thai legal practitioner with extensive experience in appellate litigation, including numerous appearances before the Supreme Court of Thailand. His legal practice spans complex civil and commercial disputes, with a particular emphasis on cases involving statutory interpretation and precedent-setting legal issues. Holding the honorific title "M.L."—or Mom Luang—Mr. Sritawat is a member of the Thai nobility by descent, a background that complements his dedication to public service and legal scholarship. His Supreme Court advocacy reflects a deep understanding of both procedural rigor and the evolving jurisprudence of Thailand’s highest court.

  • Naytiwut Jamallsawat is a partner at Formichella & Sritawat and a recognized legal advisor in Thailand’s telecommunications, media, and energy sectors. He represents leading multinational and Thai companies in complex legal and regulatory matters, with a focus on high-compliance industries, including telecommunications licensing, satellite operations, media platforms, and data privacy.

    In the energy sector, Naytiwut has advised on numerous greenfield and brownfield generation projects—both conventional and renewable—providing legal guidance on project development, transactional structuring, and compliance with Thai regulatory frameworks.

    He leads the firm’s specialized group of lawyers focused on telecommunications, media, technology (TMT), and data privacy. In this role, he ensures the delivery of practical, business-focused legal solutions across regulated and fast-evolving sectors. Naytiwut also works closely with founding partner John Formichella on TMT and energy mandates, providing integrated legal support on transactions and compliance matters involving international and domestic stakeholders.