บทความฉบับภาษาอังกฤษ (English version) อ่านได้ที่: https://fosrlaw.com/2026/copying-company-data-thailand-theft-or-not/
ในทางธุรกิจ การคัดลอกข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาตมักถูกเรียกว่า “การลักทรัพย์” อย่างไรก็ตาม ภายใต้กฎหมายไทย การจัดประเภทดังกล่าวอาจไม่ถูกต้องในเชิงกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5161/2547 ยังคงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในประเด็นนี้ โดยศาลวินิจฉัยว่าข้อมูลซึ่งไม่มีรูปร่างทางกายภาพ ไม่ถือเป็น “ทรัพย์” ที่สามารถเป็นวัตถุแห่งความผิดฐานลักทรัพย์ได้
ผลทางกฎหมายมิได้หมายความว่าการกระทำดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดความรับผิด แต่เป็นการเปลี่ยนกรอบการวิเคราะห์ กล่าวคือ ความรับผิดจะพิจารณาจากวิธีการเข้าถึงควบคุม และใช้ข้อมูล มากกว่าการ “เอาไป” ในความหมายทั่วไป
ข้อเท็จจริงของคดี: การคัดลอกโดยไม่มีการเอาไป
คดีนี้เกี่ยวข้องกับพนักงานที่:
- นำเอกสารประมาณ 400 หน้าออกจากสำนักงาน; และ
- ใช้สื่อบันทึกข้อมูลของตนเองคัดลอกข้อมูลทางธุรกิจจากระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัท
นายจ้างได้ดำเนินคดีอาญาในข้อหาลักทรัพย์และเอาไปเสียซึ่งเอกสาร ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง และคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา
แนววินิจฉัยของศาลฎีกา
ศาลฎีกายืนตามคำพิพากษาศาลล่าง โดยวางหลักสำคัญเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง “ข้อมูล” และ “ทรัพย์”
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 137 “ทรัพย์” ต้องเป็นวัตถุที่มีรูปร่างทางกายภาพ ข้อมูลเป็นเพียงข้อเท็จจริงหรือสารสนเทศ มิใช่วัตถุที่จับต้องได้
แม้ข้อมูลจะแสดงออกในรูปตัวอักษร ภาพ หรือสัญลักษณ์ แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงการถ่ายทอดข้อมูล มิได้ทำให้ข้อมูลกลายเป็นวัตถุ
ในกรณีนี้ จำเลยใช้สื่อบันทึกข้อมูลของตนเอง จึงมิได้เอาวัตถุของบริษัทไป การกระทำจึงเป็นเพียงการคัดลอก มิใช่การเอาไป
ดังนั้น องค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์จึงไม่ครบ
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม (บทความภาษาอังกฤษ) ดูได้ที่: https://fosrlaw.com/2024/computer-crime-act-in-thailand-supreme-court-application/
ประเด็นเรื่องเอกสาร: การเข้าถึงได้และการขาดความเสียหาย
ศาลยังพิจารณาประเด็นการนำเอกสารออกจากสำนักงาน
แม้เอกสารจะเป็นวัตถุที่มีรูปร่าง แต่การเอาไปจะต้องก่อให้เกิดความเสียหายที่มีนัยสำคัญในทางกฎหมาย
เอกสารในคดี เช่น หนังสือรับรองบริษัท รายชื่อผู้ถือหุ้น และเอกสารทั่วไป เป็นข้อมูลที่สามารถขอได้จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
ศาลจึงเห็นว่า การนำเอกสารดังกล่าวออกไปไม่ก่อให้เกิดความเสียหายเพียงพอที่จะเป็นความผิดทางอาญา
ขอบเขตเชิงโครงสร้างของความผิดฐานลักทรัพย์
ผลของคดีสะท้อนโครงสร้างของกฎหมาย มิใช่ช่องว่างของการบังคับใช้
ความผิดฐานลักทรัพย์ต้องประกอบด้วย:
- วัตถุที่มีรูปร่าง; และ
- การตัดการครอบครอง
การคัดลอกข้อมูลไม่เข้าองค์ประกอบดังกล่าว เนื่องจาก:
- ข้อมูลไม่ใช่วัตถุ; และ
- ผู้ครอบครองเดิมยังคงมีข้อมูลอยู่
หลักการนี้สะท้อนความแตกต่างเชิงโครงสร้าง กล่าวคือ กฎหมายลักทรัพย์คุ้มครองการครอบครองที่เป็นเอกสิทธิ์ แต่ข้อมูลมิได้มีลักษณะเช่นนั้น การคัดลอกอาจกระทบต่อการควบคุมข้อมูล แต่ไม่ได้ทำให้การครอบครองสูญเสียไป
ด้วยเหตุนี้ กรอบกฎหมายจึงเปลี่ยนจาก “การเอาทรัพย์” ไปสู่ “การใช้ข้อมูลโดยมิชอบ”
แนวทางในทางคดี: ข้อหาไม่หายไป แต่เปลี่ยนรูป
ในทางปฏิบัติ ข้อพิพาทลักษณะนี้มิได้สิ้นสุด แต่จะถูกปรับกรอบข้อหา
โดยทั่วไปจะอาศัย:
- พระราชบัญญัติความลับทางการค้า
- พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
- ความรับผิดทางแพ่งจากการละเมิดหน้าที่หรือความลับ
ศาลจะพิจารณา:
- ข้อมูลมีลักษณะเป็นความลับหรือไม่
- มีมาตรการป้องกันเพียงพอหรือไม่
- การเข้าถึงได้รับอนุญาตหรือไม่
- มีความเสียหายเกิดขึ้นหรือไม่
อีกประเด็นสำคัญคือหลักฐานเชิงระบบ การเข้าถึงและคัดลอกข้อมูลมักทิ้งร่องรอย เช่นบันทึกการใช้งาน (log) ประวัติการเข้าถึง และข้อมูลการถ่ายโอน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในคดี
บริบทปี 2569: กรอบกฎหมายที่พัฒนาแล้ว
แม้แนววินิจฉัยของศาลฎีกายังคงใช้บังคับ แต่กฎหมายที่เกี่ยวข้องได้พัฒนาไปอย่างมีนัยสำคัญ
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ครอบคลุมการเข้าถึงและใช้ข้อมูลโดยมิชอบ รวมถึงระบบคลาวด์
พระราชบัญญัติความลับทางการค้าให้ความคุ้มครองข้อมูลเชิงพาณิชย์
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนดหน้าที่เพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล
ในทางปฏิบัติ กฎหมายเหล่านี้เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม (บทความภาษาอังกฤษ) ดูได้ที่: https://fosrlaw.com/2022/personal-data-breach-notifications/
ขอบเขตที่ยังมีความสำคัญ
หากมีการนำอุปกรณ์ที่เป็นวัตถุของบริษัท เช่น ฮาร์ดไดรฟ์หรืออุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลออกไป อาจเข้าองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ได้
แต่หากเป็นเพียงการคัดลอกข้อมูล กรอบกฎหมายจะเปลี่ยนไปใช้กฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
ข้อสรุปเชิงปฏิบัติ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5161/2547 วางหลักชัดเจนว่า ทรัพย์สินทางธุรกิจบางประเภทโดยเฉพาะข้อมูล มิได้เป็น “ทรัพย์” ในความหมายของความผิดฐานลักทรัพย์
ในทางคดี ประเด็นสำคัญมิใช่ว่าข้อมูลถูก “เอาไป” หรือไม่ แต่เป็นการเข้าถึง ควบคุมและใช้ข้อมูลนั้นในลักษณะที่ก่อให้เกิดความรับผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่
ข้อจำกัดความรับผิด
ข้อคิดเห็นในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลและการอภิปรายทั่วไปเท่านั้น และอาจไม่สะท้อนถึงพัฒนาการทางกฎหมายล่าสุด ข้อมูลใด ๆ ที่ปรากฏในบทความนี้ไม่ควรถูกตีความหรือยึดถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย
เกี่ยวกับผู้เขียน
ม.ล. นุมลพยศ ศรีธวัช
หุ้นส่วนผู้ก่อตั้ง
บริษัท ฟอร์มิเคลลา แอนด์ ศรีธวัช ทนายความ
ม.ล. นุมลพยศ ศรีธวัช เป็นหัวหน้าฝ่ายว่าความและระงับข้อพิพาทของสำนักงาน ด้วยประสบการณ์ในชั้นศาลมากกว่าสามทศวรรษ ท่านได้ว่าความในศาลไทยเกือบทุกระดับรวมถึงศาลฎีกา ในฐานะสมาชิกของราชสถาบันและผู้สืบสายจากตระกูลนักกฎหมายที่มีชื่อเสียง ท่านเป็นที่ยอมรับในด้านการว่าความเชิงรุก การนำเสนอแนวทางใหม่ และการบริหารจัดการคดีที่มีความซับซ้อนสูง ทั้งในด้านแพ่ง พาณิชย์ ล้มละลาย และคดีอาญาท่านมักได้รับมอบหมายให้ดำเนินคดีสำคัญ และมีความเชี่ยวชาญเชิงลึกในกระบวนพิจารณาของศาลไทย ซึ่งทำให้ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในนักกฎหมายด้านคดีความชั้นนำของประเทศ
พัชรมณ พุริเกษม
ทนายความ (Associate)
บริษัท ฟอร์มิเคลลา แอนด์ ศรีธวัช ทนายความ
พัชรมณ พุริเกษม ปฏิบัติงานในฝ่ายว่าความของสำนักงาน โดยมีความเชี่ยวชาญในข้อพิพาททางธุรกิจและพาณิชย์ คดีอาญา และคดีด้านกฎระเบียบ เธอมีบทบาทสำคัญตั้งแต่การกำหนดยุทธศาสตร์คดี การสืบสวนข้อเท็จจริง ไปจนถึงการดำเนินคดีในชั้นศาล โดยให้บริการแก่ลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ พัชรมณเป็นที่ยอมรับในด้านการเตรียมคดีอย่างรอบคอบ การว่าความอย่างมีประสิทธิภาพ และความสามารถในการจัดการพยานหลักฐานที่มีความซับซ้อนในคดีที่มีมูลค่าสูง
ภลวัต โกศลานนท์
ทนายความ (Associate)
บริษัท ฟอร์มิเคลลา แอนด์ ศรีธวัช ทนายความ
ภลวัต โกศลานนท์ มีความเชี่ยวชาญด้านการวางกลยุทธ์ก่อนการดำเนินคดี การระงับข้อพิพาท และการเตรียมคดีในชั้นศาล โดยมีส่วนร่วมในคดีข้อพิพาททางธุรกิจและกฎระเบียบ คดีทรัพย์สินทางปัญญา คดีหมิ่นประมาทข้ามพรมแดน และข้อพิพาททางการค้าที่มีความซับซ้อน ภลวัตสนับสนุนการทำงานของหุ้นส่วนอาวุโสในการบริหารจัดการคดีที่มีเอกสารจำนวนมากและในการพัฒนากลยุทธ์การดำเนินคดีต่อศาลไทย
วรรณิดา ละมูลกิจ
ผู้ช่วยทนายความ (Junior Associate)
บริษัท ฟอร์มิเคลลา แอนด์ ศรีธวัช ทนายความ
วรรณิดา ละมูลกิจ สนับสนุนทีมว่าความของสำนักงานในด้านการค้นคว้ากฎหมาย การเตรียมคดี และการวิเคราะห์เอกสารที่ใช้ในกระบวนพิจารณาของศาลไทย งานของเธอครอบคลุมข้อพิพาททางธุรกิจ ประเด็นธรรมาภิบาลองค์กร และคดีด้านกฎระเบียบ