มาตรการคืนเงินสูงสุด 30% สำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย: เงื่อนไขสำคัญที่ผู้ผลิตต้องรู้

สิ่งที่ผู้ผลิตต้องทราบก่อนอ้างอิงอัตราสูงสุดที่ประกาศไว้

บทความฉบับภาษาอังกฤษ (English version) อ่านได้ที่: https://fosrlaw.com/2026/thailand-film-rebate-conditions/

มาตรการสิทธิประโยชน์สำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยมักถูกสรุปสั้นว่า “คืนเงินสูงสุด 30%” ตัวเลขดังกล่าวถูกต้อง แต่ผู้ผลิตไม่สามารถจัดทำงบประมาณโดยอาศัยตัวเลขนี้เพียงอย่างเดียวได้ หลักเกณฑ์ปัจจุบันกระจายอยู่ในประกาศของกรมการท่องเที่ยว แนวทางมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย พ.ศ. 2568 แบบฟอร์ม ICM สามฉบับ และแนวทางที่เผยแพร่โดยกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ เมื่อพิจารณาแต่ละเอกสารแยกกัน หลักเกณฑ์อาจดูไม่ซับซ้อน แต่เมื่อพิจารณาร่วมกัน จะพบประเด็นที่อาจส่งผลต่ออัตราสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ กำหนดการถ่ายทำ คุณสมบัติในการขอรับสิทธิประโยชน์ และช่วงเวลาการรับเงินคืน

ประกาศกำหนดสิทธิประโยชน์หลักในอัตรา 15% และให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมในกรณีต่าง ๆ ขณะที่แนวทางกำหนดโครงสร้างเดียวกันในรูปอัตราพื้นฐาน 15% 20% และ 25% แบบฟอร์มต่าง ๆ โดยทั่วไปใช้แนวทางแบบแบ่งระดับดังกล่าว ยอดรวมโดยส่วนใหญ่สอดคล้องกัน แต่เส้นทางและเงื่อนไขบางประการไม่ตรงกัน สำหรับผู้ผลิต ข้อสรุปในทางปฏิบัติคือ ต้องเลือกสิทธิประโยชน์สำคัญก่อนเริ่มถ่ายทำ วางกำหนดการโดยยึดกำหนดเวลาที่เกิดก่อนเมื่อเอกสารกำหนดไว้ต่างกัน และมองเงินคืนเป็นสิทธิที่จะได้รับเมื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วน ไม่ใช่ลูกหนี้ที่แน่นอน

1. มาตรการเดียว แต่มีเอกสารที่ใช้บังคับหลายฉบับ

เอกสารหลักคือ ประกาศกรมการท่องเที่ยว เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอรับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย พ.ศ. 2567 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่
วันที่ 1 มกราคม 2568 มาตรการนี้ดำเนินการผ่านนโยบายของคณะรัฐมนตรีและเอกสารที่ออกโดยหน่วยงาน 
จึงอาจมีการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญได้โดยไม่จำเป็นต้องตรากฎหมายฉบับใหม่

ประกาศดังกล่าวใช้ควบคู่กับแนวทางมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย พ.ศ. 2568 แบบฟอร์ม ICM1 สำหรับการยื่นคำขอครั้งแรก แบบฟอร์ม ICM2 สำหรับการขอรับเงินคืน และแบบฟอร์ม ICM3 สำหรับการขอสิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมประเทศไทยภายหลังการเผยแพร่ผลงาน กองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศยังเผยแพร่หน้าเว็บไซต์เกี่ยวกับหลักเกณฑ์และขั้นตอนด้วย การมีเอกสารหลายฉบับไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเอกสารเหล่านั้นกำหนดข้อกำหนดเดียวกันแตกต่างกันแทนที่จะเพียงเพิ่มเติมรายละเอียด ปัจจุบันพบลักษณะดังกล่าวในเรื่องส่วนที่ยังสามารถเพิ่มได้ภายใต้เพดาน กำหนดเวลา 120 วันสำหรับการเริ่มถ่ายทำ ระยะเวลาที่คาดว่าจะได้รับเงินคืน และเกณฑ์ร้อยละบางประการ

2. เพดาน 30% และส่วนที่ยังสามารถเพิ่มได้ภายใต้เพดาน

ประกาศกำหนดสิทธิประโยชน์หลัก 15% สำหรับค่าใช้จ่ายที่เข้าเกณฑ์ในประเทศไทยตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมอาจทำให้อัตรารวมสูงขึ้นได้ โดยสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมมีเพดานรวม 15% และอัตราสิทธิประโยชน์ทั้งหมดมีเพดานสูงสุด 30%อย่างไรก็ดี หากค่าใช้จ่ายที่เข้าเกณฑ์ในประเทศไทยไม่เกิน 100 ล้านบาท เพดานรวมจะอยู่ที่ 25%

แนวทางกำหนดโครงสร้างทางเศรษฐกิจเดียวกันเป็นอัตราพื้นฐาน 3 ระดับ ดังนี้

ค่าใช้จ่ายที่เข้าเกณฑ์ในประเทศไทยอัตราพื้นฐานเพดานที่ยังเหลือเพดานรวม
50 ล้านบาท ถึง 100 ล้านบาท*15%สูงสุด 10%25%
100 ล้านบาท ถึง 150 ล้านบาท*20%สูงสุด 10%30%
มากกว่า 150 ล้านบาท25%สูงสุด 5%30%

*เอกสารที่เผยแพร่กำหนดเกณฑ์ ณ ระดับ 100 ล้านบาทไว้ไม่สอดคล้องกันทั้งหมด หากโครงการมีแผนค่าใช้จ่ายตรงกับเกณฑ์ดังกล่าวพอดี ควรยืนยันแนวทางที่ใช้บังคับกับกรมการท่องเที่ยว

ส่วนที่ยังสามารถเพิ่มได้ภายใต้เพดานมีความสำคัญมากกว่าอัตราสูงสุดที่ประกาศไว้ โครงการที่มีค่าใช้จ่ายเกิน 150 ล้านบาทจะได้รับอัตรา 25% จากสิทธิประโยชน์หลัก 15% และสิทธิประโยชน์จากค่าใช้จ่ายในระดับสูง 10% ตามประกาศ ขณะที่แนวทางเรียกอัตรา 25% นี้ว่าอัตราพื้นฐาน ไม่ว่าจะใช้โครงสร้างใด จะเหลือพื้นที่ก่อนถึงเพดาน 30% เพียง 5 เปอร์เซ็นต์

สิทธิประโยชน์อื่นอีก 4 ประเภทให้รางวัลจากผลลัพธ์เชิงนโยบาย ไม่ได้พิจารณาจากยอดค่าใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว ได้แก่ 5%สำหรับบุคลากรชาวไทยในตำแหน่งสำคัญ 5% สำหรับการส่งเสริมประเทศไทย 3% สำหรับการถ่ายทำในจังหวัดที่กำหนด และอีก 3% สำหรับงานหลังการถ่ายทำที่เข้าเกณฑ์ในประเทศไทย เมื่อรวมตามตัวเลขที่ประกาศจะเท่ากับ 16 เปอร์เซ็นต์ แต่โครงการที่มีค่าใช้จ่ายเกิน 150 ล้านบาทสามารถใช้สิทธิจากส่วนดังกล่าวได้เพียง 5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนโครงการในระดับค่าใช้จ่ายต่ำสุดมีพื้นที่เพิ่มได้ 10 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ผู้ผลิตต้องคำนวณเพดานตามระดับค่าใช้จ่ายที่คาดการณ์ไว้ แทนที่จะสมมติว่าสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมทุกประเภทที่ประกาศสามารถนำมาบวกได้เต็มจำนวน

แบบฟอร์ม ICM1 ทำให้เกิดข้อสังเกตเพิ่มเติม โดยส่วน C-1 ระบุว่าสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสูงสุดเท่ากับ 10% ของค่าใช้จ่ายที่เข้าเกณฑ์ในประเทศไทย แต่หมายเหตุสำหรับแต่ละระดับในหน้าเดียวกันกำหนดให้ระดับอัตรา 25% มีเพดานรวมที่ 30% ซึ่งหมายความว่าเหลือพื้นที่เพียง 5 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ 10  เปอร์เซ็นต์ โครงการในระดับดังกล่าวจึงควรจัดทำงบประมาณโดยยึดส่วนที่เพิ่มได้ในจำนวนที่ต่ำกว่า เว้นแต่กรมการท่องเที่ยวจะยืนยันเป็นอย่างอื่น

3. ต้องเลือกสิทธิประโยชน์ก่อนเริ่มถ่ายทำ

โครงการต้องยื่นแบบฟอร์ม ICM1 ก่อนเริ่มถ่ายทำ และภายใน 90 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสืออนุมัติใบอนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ คำขอต้องระบุสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมที่ประสงค์จะขอ เมื่อคณะกรรมการพิจารณาสิทธิประโยชน์แล้ว ประกาศและแนวทางจะจำกัดการแก้ไขภายหลังและการขอสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ดังนั้น โครงการต้องตัดสินใจเลือกสิทธิประโยชน์โดยอ้างอิงจากบทภาพยนตร์ กำหนดการ และงบประมาณ ไม่ใช่จากภาพยนตร์ที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว

สิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมประเทศไทยแสดงให้เห็นว่าเหตุใดการวางแผนล่วงหน้าจึงสำคัญ โครงการต้องเลือกขอสิทธิประโยชน์ดังกล่าวก่อนเริ่มถ่ายทำ แต่จะพิสูจน์การปฏิบัติตามเกณฑ์ได้ภายหลังการเผยแพร่ผลงาน แบบฟอร์ม ICM1 กำหนดเงื่อนไขสะสม 2 ประการ ได้แก่ ต้องได้คะแนนอย่างน้อย 75 คะแนนจากทั้งหมด 100 คะแนน และต้องมีเนื้อหาเกี่ยวกับประเทศไทยที่เข้าเกณฑ์คิดเป็นมากกว่า 30% ของระยะเวลาฉายทั้งหมดของผลงานฉบับสุดท้าย โดยมีการจัดสรรคะแนนดังนี้

  •  50 คะแนน สำหรับการนำเสนอภาพลักษณ์เชิงบวกของประเทศไทยผ่านหัวข้อที่กำหนด เช่น อาหาร เทศกาล เครื่องแต่งกาย ศิลปะการต่อสู้ และลักษณะของคนไทย
  • 20 คะแนน สำหรับการนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทยอย่างน้อย 5 ฉาก
  • 5 คะแนน สำหรับการกล่าวชื่อสถานที่ท่องเที่ยวและลักษณะเด่นของสถานที่ดังกล่าวในบทสนทนา และ
  • 25 คะแนน สำหรับการได้รับการจัดอันดับที่เข้าเกณฑ์ใน 5 อันดับแรกของรายได้จากการฉายในโรงภาพยนตร์หรือการรับชมผ่านบริการสตรีมมิง

องค์ประกอบด้านภาพลักษณ์เชิงบวก 50 คะแนนมีความจำเป็นในทางปฏิบัติ เนื่องจากองค์ประกอบอีก 3 ประเภทรวมกันมีเพียง 50 คะแนน อย่างไรก็ดี การติดอันดับ 5 อันดับแรกไม่ใช่เงื่อนไขจำเป็นสำหรับการได้คะแนนถึง 75 คะแนน เมื่อโครงการได้คะแนนจากองค์ประกอบด้านภาพลักษณ์เชิงบวก 50 คะแนนแล้ว ก็สามารถผ่านเกณฑ์ได้โดยอาศัยองค์ประกอบด้านสถานที่ท่องเที่ยวทั้ง 2 รายการ หรือองค์ประกอบด้านผลการจัดอันดับ

ความแตกต่างนี้มีผลต่อวิธีวางแผนการขอรับสิทธิประโยชน์ ผลการจัดอันดับหลังเผยแพร่ผลงานอยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้ผลิต ในขณะที่ฉากสถานที่ท่องเที่ยว บทสนทนา และสัดส่วนระยะเวลาของเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยสามารถวางแผนได้เป็นส่วนใหญ่ก่อนการถ่ายทำหลัก หน้าเว็บไซต์หลักเกณฑ์ของกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศอาจอ่านได้ว่าแสดงผลตอบรับจากผู้ชมเป็นเงื่อนไขแยกต่างหาก แต่โครงสร้างการให้คะแนนใน ICM1 เปิดช่องให้ผ่านเกณฑ์ได้อีกแนวทางหนึ่ง

อย่างไรก็ดี การประเมินไม่ได้จบเพียงตัวเลข แบบฟอร์ม ICM1 ยังให้คณะกรรมการพิจารณาผลเชิงบวกโดยตรงต่อการท่องเที่ยว การสื่อสารวัฒนธรรมไทย และปัจจัยด้าน “ความรู้สึกเชิงบวก” ของผู้ชมชาวไทย ภายหลังการเผยแพร่ผลงาน โครงการต้องยื่นแบบฟอร์ม ICM3 พร้อมผลงานฉบับที่เผยแพร่และหลักฐานแสดงการปฏิบัติตามเงื่อนไข ผู้ผลิตที่ประสงค์จะขอสิทธิประโยชน์ส่วนเพิ่มนี้จึงควรนำเกณฑ์คะแนนและเกณฑ์ระยะเวลาฉายมารวมไว้ในการวางแผนพัฒนาโครงการและการผลิตตั้งแต่ต้น

4. กำหนดเวลา 120 วันมีจุดเริ่มต้น 2 แบบ

ประกาศกำหนดให้ต้องเริ่มถ่ายทำภายใน 120 วันนับจากวันที่ยื่นคำขอรับสิทธิประโยชน์ โดยอาจขยายเวลาได้อีกไม่เกิน 90 วัน ขณะที่ข้อ 10.1 ของแนวทางนับระยะเวลา 120 วันเดียวกันจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการอนุมัติ ส่วนหน้าเว็บไซต์ขั้นตอนดำเนินการปัจจุบันของกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศกลับใช้หลักตามประกาศและระบุว่าควรเริ่มถ่ายทำภายใน 120 วันหลังจากยื่น ICM1

ความแตกต่างนี้อาจทำให้ช่วงเวลาสำหรับการเริ่มถ่ายทำเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากแนวทางกำหนดให้มีการตรวจสอบความครบถ้วนก่อนเสนอคณะกรรมการพิจารณา และยังมีผลตามมาแตกต่างกันด้วย โดยประกาศให้อำนาจเพิกถอนการอนุมัติหากไม่เริ่มถ่ายทำภายในกำหนด ขณะที่แนวทางกำหนดให้ยกเลิกคำขอและยื่นคำขอใหม่

การยื่นคำขอใหม่อาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เนื่องจาก ICM1 ฉบับเดิมต้องยื่นภายใน 90 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสืออนุมัติใบอนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ และเอกสารที่เผยแพร่ไม่ได้อธิบายว่าจะยื่นคำขอใหม่อย่างไรหากมีการยกเลิกหลังพ้นระยะเวลาดังกล่าว จนกว่ากรมการท่องเที่ยวจะชี้แจงประเด็นนี้ ผู้ผลิตควรวางกำหนดการโดยยึดกำหนดเวลาที่เกิดขึ้นก่อน คือ 120 วันนับจากวันที่ยื่น ICM1

5. จำนวนเงินคืนที่ได้รับไม่แน่นอน

ผู้ผลิตสามารถนำจำนวนเงินคืนที่คาดว่าจะได้รับมาประกอบการวางแผนด้านการเงินของโครงการผลิตได้ แต่สิทธิในการได้รับชำระเงินไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมีการใช้จ่ายในประเทศไทย แนวทางกำหนดให้การให้สิทธิประโยชน์ขึ้นอยู่กับงบประมาณที่มีอยู่ในแต่ละปีงบประมาณ และแบบ ICM1 ระบุว่าคำขอจะได้รับการพิจารณาภายใต้กรอบงบประมาณประจำปีที่รัฐบาลจัดสรรไว้

กรอบระยะเวลาการจ่ายเงินที่เผยแพร่ไว้ก็แตกต่างกัน ตามประกาศ คำขอที่ยื่นก่อนวันที่ 31 ตุลาคมจะได้รับการอนุมัติให้เบิกจ่ายตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนของปีถัดไป ขณะที่แนวทางระบุว่าระยะเวลาตั้งแต่การยื่นคำขอ ICM1 จนถึงการได้รับเงินคืนไม่น้อยกว่า 1 ปี ส่วนหน้าขั้นตอนการดำเนินงานของกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ระบุว่าจะมีการจ่ายเงินคืนภายใน 1 ปี และอาจเร็วกว่านั้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปีงบประมาณ ระยะเวลาขั้นต่ำและระยะเวลาสูงสุดจึงไม่ใช่สิ่งเดียวกัน นอกจากนี้ คำขอยังต้องผ่านขั้นตอนการยื่นเอกสาร การตรวจสอบ และการพิจารณาของคณะกรรมการก่อนที่จะมีการจ่ายเงิน

จำนวนเงินที่ได้รับยังอยู่ภายใต้การหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 1% ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร รวมถึงค่าธรรมเนียมธนาคารด้วย ทั้งนี้ จำนวนเงินที่ได้รับอนุมัติยังมีขอบเขตในการปรับเปลี่ยนค่อนข้างจำกัด ข้อ 13 ให้อำนาจคณะกรรมการเพิ่มจำนวนเงินคืนรวมได้ไม่เกิน 10% จากจำนวนที่ได้รับอนุมัติไว้ในครั้งแรก ขณะเดียวกัน แบบ ICM1 อนุญาตให้ยื่นคำขอเพิ่มเติมในกรณีที่ค่าใช้จ่ายที่เข้าเกณฑ์จริงสูงกว่างบประมาณที่ได้รับอนุมัติ โดยการเพิ่มดังกล่าวจำกัดไว้ไม่เกิน 10% เช่นกัน และยังมีข้อจำกัดแยกต่างหากสำหรับค่าใช้จ่ายสำรองภายในงบประมาณการผลิตที่ได้รับอนุมัติ บทบัญญัติเหล่านี้กล่าวถึงคนละประเด็นและไม่ควรถูกนำมาใช้แทนกัน

การจ่ายเงินอาจถูกระงับไว้ในระหว่างที่มีข้อพิพาท การอนุญาโตตุลาการ หรือการดำเนินคดีในศาล นอกจากนี้ การอนุมัติอาจสิ้นผลได้ในกรณีที่เริ่มการผลิตล่าช้า ยื่นเอกสารค่าใช้จ่ายล่าช้า ดำเนินการแตกต่างจากบทที่ได้รับอนุมัติ หรือก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามที่กำหนดไว้ แนวทางยังระบุเพิ่มเติมถึงการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายไทยและ “แนวปฏิบัติด้านการถ่ายทำที่มีจริยธรรม” ซึ่งไม่ได้มีการให้คำจำกัดความไว้ ดังนั้น แบบจำลองทางการเงินจึงควรคำนึงถึงอัตราเงินคืนที่ได้รับอนุมัติ วงเงินส่วนที่ยังสามารถปรับเพิ่มได้ กรอบเวลาที่คาดว่าจะได้รับเงิน และเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ยังต้องปฏิบัติให้ครบถ้วน

6. คุณสมบัติในการได้รับสิทธิประโยชน์ไม่ได้พิจารณาจากค่าใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว

เอกสารที่เกี่ยวข้องใช้คำเรียกคู่สัญญาและผู้เกี่ยวข้องแตกต่างกันหลายรูปแบบ โดยประกาศแยกบริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์ต่างประเทศที่มีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ บริษัทไทยที่จดทะเบียนและทำหน้าที่ประสานงานในการยื่นคำขอ และบริษัทต่างประเทศที่ได้รับอนุมัติให้รับเงินคืน ขณะที่แบบ ICM1 เรียกบริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์ต่างประเทศว่า “Applicant Company” ไม่ว่าจะใช้คำเรียกใด โครงสร้างการดำเนินงานมีความชัดเจน กล่าวคือ บริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์ต่างประเทศเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ บริษัทไทยที่จดทะเบียนเป็นผู้ยื่นคำขอแทน และกรมฯ จะโอนเงินคืนเข้าบัญชีในต่างประเทศของบริษัทต่างประเทศที่มีสิทธิได้รับเงินคืน บุคคลธรรมดาที่ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานไม่สามารถเป็นผู้ยื่นคำขอรับสิทธิประโยชน์ได้

ควรตรวจสอบตั้งแต่ระยะแรกด้วยว่าการผลิตนั้นเข้าข่ายเป็นภาพยนตร์ต่างประเทศหรือไม่ ดังที่ได้กล่าวไว้ในบทวิเคราะห์ของเราเกี่ยวกับ การจัดประเภทภาพยนตร์และความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามกฎหมายไทย การผลิตอาจมีลักษณะเป็นไทยในทางปฏิบัติเกือบทุกประการ แต่ยังคงอยู่ภายใต้กรอบของภาพยนตร์ต่างประเทศได้ ตัวอย่างเช่น งานผลิตภาษาไทยอาจเข้าข่ายดังกล่าวเพราะเจ้าของลิขสิทธิ์ไม่มีสัญชาติไทย ขณะที่งานผลิตซึ่งมีเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นคนไทยอาจยังเข้าข่ายได้หากบทภาพยนตร์ต้นฉบับส่วนใหญ่เป็นภาษาต่างประเทศ การขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศและการยื่นขอสิทธิประโยชน์เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกันแต่แยกต่างหากจากกัน จึงควรพิจารณาเรื่องการจัดประเภทให้ชัดเจนก่อนเริ่มวิเคราะห์สิทธิประโยชน์

ค่าใช้จ่ายที่นำมาคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายที่มีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ต้องมาจากเงินทุนที่นำเข้าจากต่างประเทศ รายได้จากผู้สนับสนุนในประเทศไทยหรือรายได้จากการวางสินค้าในงานผลิตไม่ได้ถูกห้ามโดยเด็ดขาด แต่ไม่สามารถนำมารวมเป็นค่าใช้จ่ายในประเทศไทยที่มีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ได้ แบบ ICM1 ยังต้องเปิดเผยการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐไทยตามที่กำหนด และสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากประเทศอื่นสำหรับการผลิตเดียวกัน

ค่าใช้จ่ายที่มีสิทธิอย่างน้อย 50% ต้องเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการผลิตจริงในประเทศไทย ข้อกำหนดนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องใช้จ่ายครึ่งหนึ่งของงบประมาณการผลิตทั่วโลกไปกับการผลิตจริงในประเทศไทย แนวทางกำหนดความสัมพันธ์เดียวกันจากอีกมุมหนึ่ง โดยจำกัดค่าใช้จ่ายหลังการผลิตที่สามารถนำมารวมเป็นค่าใช้จ่ายในประเทศที่มีสิทธิไว้ไม่เกิน 50% ของค่าใช้จ่ายที่มีสิทธิทั้งหมด สำหรับการผลิตที่ต้องการรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม 3% สำหรับงานหลังการผลิต ต้องมีค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 15% ของค่าใช้จ่ายที่มีสิทธิทั้งหมดสำหรับงานหลังการผลิตที่เข้าเกณฑ์ในประเทศไทย ดังนั้น สัดส่วนที่ใช้วางแผนสำหรับค่าใช้จ่ายหลังการผลิตจึงอยู่ระหว่าง 15% ถึง 50% ของค่าใช้จ่ายที่มีสิทธิในประเทศไทย

การผลิตที่อยู่ใกล้ขอบเขตของประเภทที่โครงการกำหนดควรยืนยันคุณสมบัติกับกรมฯ แทนที่จะอาศัยเพียงคำเรียกทางการค้า ประกาศยกเว้นภาพยนตร์โฆษณา ขณะที่แนวทางใช้คำว่า “television commercials” ส่วนแบบ ICM1 มีหมวด “other” เพิ่มเติมจากภาพยนตร์ขนาดยาว ซีรีส์ ภาพยนตร์สั้น รายการเรียลลิตี้ มิวสิกวิดีโอ และสารคดี งานผลิตที่มีแบรนด์เป็นองค์ประกอบสำคัญหรือเผยแพร่เฉพาะทางออนไลน์อาจไม่สามารถจัดอยู่ในประเภทเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน

สิทธิประโยชน์สำหรับการถ่ายทำในจังหวัดที่กำหนดก็มีประเด็นเรื่องเกณฑ์ขั้นต่ำในลักษณะเดียวกัน โดยประกาศและแนวทางกำหนดให้มีวันถ่ายทำในพื้นที่ที่กำหนดไม่น้อยกว่า 25% ขณะที่แบบ ICM1 ระบุว่าต้องมากกว่า 25% หากการผลิตวางแผนให้จำนวนวันถ่ายทำอยู่ตรงตามเกณฑ์ขั้นต่ำพอดี ควรยืนยันแนวทางของกรมฯ ก่อนกำหนดตารางถ่ายทำ

แบบ ICM1 ยังขอข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถือลิขสิทธิ์ บัญชีธนาคารไทยที่กำหนด และรายละเอียดของผู้สอบบัญชี 
คำรับรองในแบบดังกล่าวทำให้คำขอที่ได้รับอนุมัติเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกข้อตกลงกับกรมฯ และเปิดทางให้มีการเพิกถอนหรือแก้ไขการอนุมัติได้ หากข้อมูลที่ยื่นไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน ดังนั้น ข้อความหรือข้อมูลที่ระบุไว้ในขั้นตอนการยื่นคำขออาจมีผลต่อการจ่ายเงินคืนในภายหลัง

ประเด็นเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการผลิตในภาพรวม บทความของเราเรื่อง การผลิตเพื่อเผยแพร่ในระดับสากลในประเทศไทย กล่าวถึงโครงสร้างทางสัญญาและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตระหว่างประเทศ ส่วนกรอบโดยรวมเกี่ยวกับการอนุญาตและเนื้อหา สามารถดูได้จาก ภาพรวมกฎหมายไทยเกี่ยวกับการแพร่ภาพ OTT และภาพยนตร์

7. สิ่งที่ผู้ผลิตควรดำเนินการในขณะนี้

ก่อนมีภาระค่าใช้จ่ายในจำนวนที่มีนัยสำคัญ โครงการผลิตระหว่างประเทศควรดำเนินการดังต่อไปนี้

  • ตรวจสอบว่าการผลิตเข้าข่ายเป็นภาพยนตร์ต่างประเทศและรูปแบบของงานอยู่ภายใต้โครงการสิทธิประโยชน์หรือไม่
  • แต่งตั้งบริษัทไทยที่จดทะเบียนโดยถูกต้องให้ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน
  • ประเมินเพดานเงินคืนตามระดับค่าใช้จ่ายที่คาดไว้ แทนที่จะนำสิทธิประโยชน์ที่ประกาศไว้ทั้งหมดมารวมกัน
  • ระบุสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมที่ต้องการขอไว้ในแบบ ICM1 และหากประสงค์จะขอสิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมประเทศไทย ควรวางแผนให้สอดคล้องกับบทและตารางการถ่ายทำตั้งแต่ต้น
  • ตรวจสอบโครงสร้างแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศ รวมถึงการปฏิบัติต่อเงินสนับสนุนจากประเทศไทยหรือสิทธิประโยชน์อื่น และ
  • กำหนดตารางเวลาโดยเผื่อระยะอย่างรอบคอบสำหรับกำหนด 90 วันในการยื่นคำขอและกำหนด 120 วันในการเริ่มถ่ายทำ

กรอบมาตรการนี้อยู่ระหว่างการทบทวนเช่นกัน ภายหลังการประชุมกับสมาคมภาพยนตร์แห่งอเมริกา (Motion Picture Association) เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 รัฐบาลไทยระบุว่ากำลังทบทวนมาตรการคืนเงินเพื่อเพิ่มประโยชน์ที่จะคงอยู่ในประเทศไทย ผ่านการจ้างงาน การใช้สินค้าและบริการภายในประเทศ การถ่ายทอดองค์ความรู้ และคุณค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว ปัจจุบันยังไม่มีการประกาศอัตรา เกณฑ์ หรือคุณสมบัติใหม่ และยังไม่มีการเผยแพร่กำหนดเวลาสำหรับการเปลี่ยนแปลง

โครงการที่จัดทำงบประมาณสำหรับแผนการผลิตในปี 2570 หรือ 2571 ควรแยกสมมติฐานที่ใช้วางแผนในปัจจุบันออกจากหลักเกณฑ์ที่จะใช้บังคับจริงเมื่อยื่น ICM1 อัตราร้อยละที่เผยแพร่ระบุเพียงเพดานสูงสุด ส่วนประกาศ แนวทาง แบบฟอร์ม และคำแนะนำที่เผยแพร่ต่อสาธารณะเป็นตัวกำหนดว่าจะใช้เพดานดังกล่าวได้มากเพียงใด ต้องเริ่มถ่ายทำเมื่อใด และอาจได้รับเงินเมื่อใด ซึ่งเอกสารเหล่านี้ไม่ได้ให้คำตอบตรงกันเสมอไป


ข้อจำกัดความรับผิด

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำปรึกษาทางกฎหมาย ข้อมูลในบทความนี้อาจไม่ได้สะท้อนพัฒนาการล่าสุดด้านกฎหมาย กฎระเบียบ หรือนโยบาย และไม่ควรนำมาใช้แทนคำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณี การใช้บังคับข้อกำหนดตามกฎหมายไทยเกี่ยวกับภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ภาษี สิทธิประโยชน์ นิติบุคคล สัญญา การจ้างงาน และกฎระเบียบ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเฉพาะของแต่ละกรณี โครงสร้างการผลิต การจัดการความเป็นเจ้าของ การจัดหาเงินทุน สัญญา และสถานะทางกฎระเบียบของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ผู้อ่านควรขอคำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณีก่อนดำเนินการใด ๆ ตามประเด็นที่กล่าวถึงในบทความนี้


Author

  • Naytiwut Jamallsawat is a partner at Formichella & Sritawat and heads the firm’s Corporate and Regulatory practice. He advises multinational and Thai clients on complex regulatory and transactional matters, with particular emphasis on telecommunications, satellite services, media, data privacy, cybersecurity, energy, and foreign investment. His work includes market-entry structuring, licensing and regulatory compliance, regulated transactions, and conventional and renewable energy projects.
    Naytiwut is ranked Band 2 for TMT by Chambers Asia-Pacific and a Leading Partner for TMT by The Legal 500. He holds an LL.B. from Chulalongkorn University and LL.M. degrees from the University of Kent and the University of Dundee.