ตัวแทนตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย

บทความฉบับภาษาอังกฤษ (English version) อ่านได้ที่: https://fosrlaw.com/2026/thai-pdpa-representative-local-contact/

บทบาทที่มากกว่าผู้ประสานงานในประเทศ

บริษัทต่างชาติมักเริ่มต้นด้วยคำถามง่าย ๆ ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ของไทย (“PDPA”) ว่า

เราจำเป็นต้องมีตัวแทนในประเทศไทยหรือไม่

คำถามนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ยังไม่ครอบคลุมประเด็นทั้งหมด

ตัวแทนตาม PDPA ของไทยไม่ได้มีบทบาทเพียงเป็นชื่อ ที่อยู่ หรือช่องทางติดต่อในประเทศไทยเท่านั้น เอกสารแต่งตั้งอาจส่งผลต่อความเข้าใจของบริษัทต่างชาติ ตัวแทนในประเทศไทย เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (“สำนักงานฯ”) เกี่ยวกับบทบาทของบริษัทต่างชาติภายใต้ PDPA

หากร่างเอกสารไม่ชัดเจนหรือไม่รอบคอบ อาจเกิดปัญหาตามมาได้ การแต่งตั้งที่กำหนดขอบเขตแคบเกินไปอาจไม่ครอบคลุมหน้าที่ตามที่ PDPA กำหนด ส่วนการแต่งตั้งที่กำหนดขอบเขตกว้างเกินไปอาจทำให้เกิดความเข้าใจว่าตัวแทนในประเทศไทยมีบทบาทอื่นด้วย เช่น เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตัวแทนทางการค้า ตัวแทนในการดำเนินคดี หรือบุคคลที่มีอำนาจยอมรับความรับผิดแทนบริษัท

ควรวิเคราะห์ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนก่อน แล้วจึงจัดทำเอกสารแต่งตั้งให้สอดคล้องกับผลการวิเคราะห์นั้น ไม่ควรถือว่าการจัดทำเอกสารแต่งตั้งเพียงอย่างเดียวสามารถทดแทนการวิเคราะห์ข้อกฎหมายได้

สำหรับประเด็นเกี่ยวกับการโอนข้อมูลข้ามพรมแดน ซึ่งรวมถึงมาตรา 28 และมาตรา 29 ข้อสัญญามาตรฐานของสหภาพยุโรป ข้อสัญญาต้นแบบของอาเซียน และมาตรการคุ้มครองการโอนข้อมูล โปรดดูบทความที่เกี่ยวข้องของเราเรื่อง  “การโอนข้อมูลลูกค้าข้ามพรมแดนภายใต้ PDPA ของไทย” สำหรับบทความนี้เน้นเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับเอกสารแต่งตั้งตัวแทน

ตัวแทนตาม PDPA ของไทยคืออะไร

PDPA ของไทยอาจใช้บังคับกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลและผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่นอกประเทศไทยได้ด้วย

มาตรา 5 กำหนดให้ PDPA ใช้บังคับกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่นอกราชอาณาจักร หากมีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้

  1. การเสนอสินค้าหรือบริการให้แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะมีการชำระเงินหรือไม่ก็ตาม หรือ
  2. การเฝ้าติดตามพฤติกรรมของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล โดยพฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นในประเทศไทย

หากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต่างชาติเข้าข่ายตามมาตรา 5 วรรคสอง มาตรา 37(5) กำหนดให้แต่งตั้งตัวแทนในประเทศไทยเป็นหนังสือ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ถ้อยคำของกฎหมาย โดยตัวแทนต้องอยู่ในประเทศไทยและได้รับมอบอำนาจให้กระทำการแทนผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล “โดยไม่มีข้อจำกัดความรับผิดใด ๆ” ในเรื่องที่เกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามวัตถุประสงค์ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล

เงื่อนไขนี้สำคัญและไม่ควรมองข้าม

เอกสารแต่งตั้งสามารถกำหนดวิธีที่ตัวแทนจะใช้อำนาจในทางปฏิบัติได้ เช่น ช่องทางการสื่อสาร ขั้นตอนการส่งเรื่องให้ผู้มีอำนาจพิจารณา การจัดทำหรือเก็บรักษาบันทึก และขั้นตอนการอนุมัติภายใน อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงภายในเหล่านี้ต้องไม่จำกัดอำนาจตามมาตรา 37(5) หรือทำให้เข้าใจว่าผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต่างชาติสามารถลดความรับผิดตาม PDPA ได้ด้วยการจำกัดบทบาทของตัวแทน

การมีตัวแทนทำให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลและสำนักงานฯ มีบุคคลที่สามารถติดต่อได้ในประเทศไทย แต่บริษัทต่างชาติยังคงต้องรับผิดชอบต่อการปฏิบัติตาม PDPA ของตนเอง ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญในช่วงที่การบังคับใช้ PDPA ของไทยกำลังเปลี่ยนจากการมีเพียงนโยบายพื้นฐานไปสู่การกำหนดความรับผิดชอบในทางปฏิบัติที่ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งเราได้กล่าวถึงไว้ในบทความเรื่อง “PDPA ของไทยในระยะที่สอง

พิจารณามาตรา 5 ก่อนเริ่มร่างเอกสาร

ก่อนเลือกตัวแทนในประเทศไทยหรือเริ่มแก้ไขแบบเอกสาร บริษัทควรพิจารณาให้ชัดเจนก่อนว่ามาตรา 5 ใช้บังคับกับตนหรือไม่

บริษัทต่างชาติไม่จำเป็นต้องแต่งตั้งตัวแทนในประเทศไทยเพียงเพราะมีข้อมูลของบุคคลที่อยู่ในประเทศไทยปรากฏอยู่ในระบบของบริษัท กิจกรรมที่เกี่ยวข้องต้องเป็นการเสนอสินค้าหรือบริการให้แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในประเทศไทย หรือการเฝ้าติดตามพฤติกรรมของบุคคลดังกล่าวในประเทศไทย

ประเด็นนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม ผู้ให้บริการคลาวด์ ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ ศูนย์สนับสนุนระดับภูมิภาค ผู้ผลิต ผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูล และบริษัทในเครือ

บริษัทต่างชาติอาจเข้าข่ายตามมาตรา 5 อย่างชัดเจน หากทำการตลาดโดยมุ่งเป้าไปยังเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในประเทศไทย ให้บริการดิจิทัลแก่ผู้ใช้ในประเทศไทย ติดตามหรือสร้างโปรไฟล์ของผู้ใช้ หรือปรับบริการให้เหมาะกับแต่ละบุคคลโดยอาศัยพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

บริษัทต่างชาติที่ทำเพียงงานประมวลผลเบื้องหลังในขอบเขตจำกัดตามคำสั่งของบริษัทอื่นอาจมีสถานะต่างออกไป อย่างไรก็ตาม ชื่อที่ใช้เรียกลักษณะงานไม่ใช่ข้อยุติ แม้จะเรียกกิจกรรมนั้นว่า “การสนับสนุนทางเทคนิค” “การตรวจสอบคุณภาพ” “การวิเคราะห์ข้อมูล” “การบำรุงรักษาระบบ” หรือ “การพัฒนาผลิตภัณฑ์” ก็ยังอาจมีประเด็นตามมาตรา 5 หากบริษัทต่างชาติใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลในประเทศไทยเพื่อติดตาม ประเมิน สร้างโปรไฟล์ ปรับบริการให้เหมาะกับแต่ละบุคคล หรือตัดสินใจเกี่ยวกับบุคคลนั้นโดยอิสระ

ประเด็นนี้ยิ่งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเมื่อมีการวิเคราะห์ข้อมูล การตัดสินใจโดยอัตโนมัติ เทคโนโลยีที่ช่วยให้ระบบคอมพิวเตอร์เรียนรู้และวิเคราะห์ข้อมูลได้โดยอัตโนมัติ (Machine Learning) หรือการสร้างโปรไฟล์จากพฤติกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง สำหรับภาพรวมกฎหมายและกฎเกณฑ์ของไทยที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเหล่านี้ โปรดดูบทความของเราเรื่อง “ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีการเรียนรู้จากข้อมูล และข้อมูลขนาดใหญ่ในประเทศไทย

สิ่งที่ต้องพิจารณาคือกิจกรรมที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ชื่อที่ใช้เรียกกิจกรรมนั้น

ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องพิจารณามาตรา 38 เช่นกัน

บริษัทต่างชาติบางแห่งเข้าใจว่าหน้าที่แต่งตั้งตัวแทนใช้กับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น

มาตรา 37(5) กล่าวถึงผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต่างชาติ ส่วนมาตรา 38 ขยายหลักเกณฑ์เรื่องตัวแทนให้ใช้กับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต่างชาตินั้นโดยอนุโลม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ให้นำหลักเกณฑ์ดังกล่าวมาปรับใช้เท่าที่เหมาะสมกับบทบาทของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

ดังนั้น บริษัทต่างชาติจึงไม่ควรด่วนสรุปว่าตน “เป็นเพียงผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล” แม้ข้อสรุปดังกล่าวอาจถูกต้องในแง่การแบ่งบทบาท แต่มาตรา 38 ก็ยังอาจใช้บังคับได้

มาตรา 38 กำหนดข้อยกเว้นไว้ 2 กรณี โดยไม่ต้องแต่งตั้งตัวแทนในกรณีต่อไปนี้

  1. ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเป็นหน่วยงานของรัฐตามที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (“คณะกรรมการฯ”) ประกาศกำหนด หรือ
  2. การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวตามมาตรา 26 และไม่เป็นการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นจำนวนมากตามมาตรา 41(2)

ข้อยกเว้นกรณีที่สองต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ บริษัทไม่สามารถอ้างเพียงว่าการดำเนินงานมีขนาดเล็ก หากการประมวลผลเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวตามมาตรา 26 บริษัทอาจไม่สามารถใช้ข้อยกเว้นนี้ได้ แม้จะประมวลผลข้อมูลในปริมาณไม่มากก็ตาม

การแต่งตั้งตัวแทนไม่ช่วยแก้ปัญหาหากวิเคราะห์บทบาทผิด

PDPA แยกบทบาทของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลออกจากผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลอย่างชัดเจน

ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ใดและด้วยวิธีใด ส่วนผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลดำเนินการตามคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล

หากบริษัทระบุบทบาทของตนตาม PDPA ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง การแต่งตั้งตัวแทนก็ไม่ทำให้การระบุบทบาทนั้นถูกต้องขึ้น

หากบริษัทต่างชาติเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะนำข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลในประเทศไทยไปใช้เพื่ออะไร นำข้อมูลดังกล่าวไปรวมกับข้อมูลอื่นเพื่อวัตถุประสงค์ของตน กำหนดระยะเวลาเก็บรักษาเอง เปิดเผยข้อมูลต่อเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของตน หรือใช้ข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยอิสระ เอกสารต่าง ๆ ไม่ควรระบุเพียงว่าบริษัทเป็นผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลแล้วจบการวิเคราะห์ไว้เท่านั้น

ในทางกลับกัน หากบริษัทต่างชาติดำเนินการตามคำสั่งในฐานะผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลอย่างแท้จริง เอกสารแต่งตั้งไม่ควรใช้ถ้อยคำที่ทำให้ดูเสมือนว่าบริษัทเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เช่น เป็นผู้กำหนดฐานทางกฎหมาย ควบคุมการติดต่อกับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล กำหนดวิธีปฏิบัติตามหน้าที่ด้านความโปร่งใส หรือตัดสินใจเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลในประเทศไทยโดยอิสระ

การใช้เอกสารต้นแบบจากต่างประเทศอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในประเด็นนี้ได้ แม้เอกสารที่จัดทำขึ้นตาม GDPR จะใช้เป็นจุดเริ่มต้นได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเอกสารดังกล่าวจะสอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมายไทยโดยอัตโนมัติ เราได้อธิบายความแตกต่างบางประการไว้ในบทความเรื่อง “GDPR กับ PDPA ของไทย

เอกสารแต่งตั้งต้องสะท้อนบทบาทตามข้อเท็จจริง ไม่ใช่กำหนดบทบาทขึ้นใหม่ให้แตกต่างจากผลการวิเคราะห์ทางกฎหมาย

อย่าสับสนตัวแทนกับเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

การเป็นตัวแทนตาม PDPA ของไทยไม่ได้ทำให้บุคคลนั้นเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยอัตโนมัติ

มาตรา 41 และมาตรา 42 กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการแต่งตั้งและหน้าที่ของเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (“DPO”) โดยอาจต้องจัดให้มี DPO ในบางกรณี เช่น การประมวลผลบางประเภทโดยหน่วยงานของรัฐ กิจกรรมหลักที่ต้องตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลหรือระบบอย่างสม่ำเสมอเนื่องจากมีข้อมูลส่วนบุคคลเป็นจำนวนมาก หรือกิจกรรมหลักที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวตามมาตรา 26 หน้าที่ของ DPO ได้แก่ การให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมาย ตรวจสอบการดำเนินงาน ประสานงานกับสำนักงานฯ และรักษาความลับของข้อมูลที่ได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่

ส่วนตัวแทนมีหน้าที่อีกลักษณะหนึ่ง

ตัวแทนอาจรับเรื่องหรือประสานการติดต่อระหว่างสำนักงานฯ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือ DPO ของบริษัทต่างชาติ แต่หน้าที่เหล่านี้ไม่ได้ทำให้ตัวแทนเป็น DPO หากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต่างชาติมีหน้าที่ต้องจัดให้มี DPO ตัวแทนในประเทศไทยก็มีหน้าที่จัดให้มี DPO ตามมาตรา 41 เช่นกัน อย่างไรก็ตาม กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าตัวแทนต้องทำหน้าที่เป็น DPO ด้วยตนเอง

หากแยกบทบาทของตัวแทนและ DPO ออกจากกัน เอกสารแต่งตั้งควรระบุให้ชัดเจน บริษัทในเครือ ผู้ขาย หรือผู้ให้บริการในประเทศไทยอาจตกลงเป็นตัวแทนตาม PDPA ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นต้องรับหน้าที่ DPO ด้วย เว้นแต่คู่สัญญาจะได้ประเมินและตกลงเรื่องนี้แยกต่างหาก

อย่าให้อำนาจตัวแทนกว้างจนกลายเป็นตัวแทนทั่วไปโดยไม่ตั้งใจ

คำว่า “ตัวแทน” อาจทำให้เกิดความสับสน เพราะมีความหมายแตกต่างกันไปตามบริบท

ตัวแทนตาม PDPA ควรมีอำนาจเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ PDPA เว้นแต่คู่สัญญาตั้งใจจะให้อำนาจเพิ่มเติมไว้อย่างชัดเจน เอกสารแต่งตั้งจึงไม่ควรทำให้ตัวแทนในประเทศไทยกลายเป็น

  • ตัวแทนทางการค้าทั่วไป
  • ตัวแทนที่มีอำนาจเข้าทำสัญญาแทนบริษัท
  • ตัวแทนที่มีอำนาจรับหมายเรียกหรือเอกสารในคดีแพ่ง
  • บุคคลที่มีอำนาจยอมรับความรับผิดแทนบริษัท
  • บุคคลที่มีอำนาจประนีประนอมยอมความ
  • บุคคลที่มีอำนาจสละสิทธิ หรือ
  • บุคคลที่มีอำนาจให้ถ้อยแถลงซึ่งผูกพันบริษัทในเรื่องที่อยู่นอกขอบเขตหน้าที่ตาม PDPA

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าการแต่งตั้งตัวแทนควรมีอยู่เพียงในนามหรือไม่มีผลในทางปฏิบัติ มาตรา 37(5) กำหนดให้มีตัวแทนที่มีอยู่จริงและมีอำนาจดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น

เอกสารที่ร่างอย่างเหมาะสมต้องกำหนดขอบเขตให้ชัดเจน การรับเรื่อง ส่งต่อ ประสานงาน และอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการติดต่อภายใต้ PDPA แตกต่างจากการมีอำนาจผูกพันบริษัทต่างชาติในเรื่องทางการค้า การดำเนินคดี หรือการระงับข้อพิพาท

เอกสารแต่งตั้งต้องสอดคล้องกับบันทึกและข้อตกลงการประมวลผลข้อมูล

เอกสารแต่งตั้งตัวแทนไม่ควรถูกจัดทำแยกจากเอกสารด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ

มาตรา 39 กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจัดทำและเก็บรักษาบันทึกรายการที่สำคัญ เช่น ประเภทข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวม วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวม รายละเอียดของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ระยะเวลาเก็บรักษา สิทธิและวิธีการเข้าถึงข้อมูล การใช้หรือเปิดเผยข้อมูลในบางกรณี คำขอหรือคำคัดค้านที่ถูกปฏิเสธ และมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย หน้าที่ตามมาตรา 39 นี้ใช้กับตัวแทนของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต่างชาติตามมาตรา 5 วรรคสองโดยอนุโลมด้วย

มาตรา 40 กำหนดหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลไว้ต่างหาก โดยต้องดำเนินการตามคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย แจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล และจัดทำและเก็บรักษาบันทึกรายการกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามที่คณะกรรมการฯ กำหนด นอกจากนี้ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลและผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดทำข้อตกลงที่กำหนดและควบคุมกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเรียกโดยทั่วไปว่า “ข้อตกลงการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล” (DPA) หากผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลดำเนินการนอกเหนือคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ให้ถือว่าผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลนั้น

เอกสารทุกฉบับต้องอธิบายโครงสร้างและบทบาทของแต่ละฝ่ายให้สอดคล้องกัน

ประกาศความเป็นส่วนตัว ข้อตกลงการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ข้อกำหนดเกี่ยวกับการโอนข้อมูล บันทึกรายการกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ขั้นตอนรับมือเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล และเอกสารแต่งตั้งตัวแทน ต้องสอดคล้องกับการไหลของข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง หากเอกสารแต่ละฉบับอธิบายโครงสร้างไว้ต่างกัน บริษัทจะประสบปัญหาเมื่อมีคำขอใช้สิทธิ ข้อร้องเรียน เหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล หรือการสอบถามจากสำนักงานฯ

ความสอดคล้องของเอกสารมีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อเกิดเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล เพราะองค์กรต้องทราบว่าใครเป็นผู้ควบคุมข้อมูล ใครเป็นผู้ประมวลผลข้อมูล ใครได้รับข้อมูล ใครมีหน้าที่แจ้งใคร และใครเป็นผู้ติดต่อกับสำนักงานฯ หรือเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับผลกระทบ สำหรับหน้าที่ในการแจ้งเหตุ โปรดดูบทความของเราเรื่อง  “การแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลภายใต้ PDPA ของไทย

เอกสารแต่งตั้งควรครอบคลุมเรื่องใดบ้าง

ก่อนลงนามในเอกสารแต่งตั้งตัวแทนตาม PDPA ของไทย บริษัทต่างชาติและผู้ที่จะเป็นตัวแทนในประเทศไทยควรพิจารณาคำถามต่อไปนี้

ขอบเขตการใช้บังคับในประเทศไทย

มาตรา 5 วรรคสองใช้บังคับหรือไม่ บริษัทต่างชาติเสนอสินค้าหรือบริการให้แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในประเทศไทย เฝ้าติดตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย หรือทำเพียงงานประมวลผลเบื้องหลังในขอบเขตจำกัดตามคำสั่งของบุคคลอื่น

การแบ่งบทบาท

บริษัทต่างชาติมีสถานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล หรือมีทั้งสองสถานะสำหรับกิจกรรมคนละประเภท มาตรา 37(5) ใช้บังคับโดยตรงหรือไม่ และมาตรา 38 ใช้บังคับเนื่องจากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต่างชาติว่าจ้างผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่

ข้อยกเว้น

ข้อยกเว้นตามมาตรา 38 ใช้ได้หรือไม่ การประมวลผลเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวตามมาตรา 26 หรือไม่ และเป็นการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นจำนวนมากตามมาตรา 41(2) หรือไม่

ขอบเขตอำนาจของตัวแทน

ตัวแทนมีอำนาจเพียงรับเรื่อง ส่งต่อ และประสานการติดต่อภายใต้ PDPA หรือมีอำนาจดำเนินการในสาระสำคัญแทนบริษัทต่างชาติด้วย เรื่องใดที่ตัวแทนต้องรายงานหรือส่งต่อให้บริษัทพิจารณา และต้องดำเนินการภายในระยะเวลาเท่าใด

บันทึกและคำขอใช้สิทธิ

ใครเป็นผู้จัดทำและเก็บรักษาบันทึกตามมาตรา 39 หรือมาตรา 40 ใครเป็นผู้รับผิดชอบคำขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ใครเป็นผู้ติดต่อกับสำนักงานฯ และบริษัทต่างชาติต้องให้ข้อมูลใดแก่ตัวแทน

บทบาทของ DPO และข้อจำกัดของการเป็นตัวแทน

ตัวแทนจะทำหน้าที่เป็น DPO ด้วยหรือไม่ หรือจะแยกสองบทบาทนี้ออกจากกัน เอกสารแต่งตั้งหลีกเลี่ยงถ้อยคำที่อาจทำให้เข้าใจว่าตัวแทนมีอำนาจทั่วไป มีอำนาจรับหมายเรียกหรือเอกสารในคดีแพ่ง มีอำนาจระงับข้อพิพาท หรือมีอำนาจยอมรับความรับผิดแทนบริษัทแล้วหรือไม่

ประเด็นเหล่านี้ควรตกลงกันให้ชัดเจนก่อนลงนามในเอกสาร ไม่ใช่รอให้เกิดข้อร้องเรียนหรือเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลก่อน

ประเด็นสำคัญในทางปฏิบัติ

เอกสารแต่งตั้งตัวแทนตาม PDPA ของไทยเป็นเอกสารที่ใช้กำหนดและแบ่งบทบาทของแต่ละฝ่าย

บริษัทต่างชาติควรพิจารณาก่อนว่ามาตรา 5 ใช้บังคับหรือไม่ ตนมีสถานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลอย่างไร ข้อมูลไหลไปยังบุคคลใดและเพื่อวัตถุประสงค์ใด รวมถึงมีข้อยกเว้นตามมาตรา 38 หรือไม่ จากนั้นจึงจัดทำเอกสารแต่งตั้งให้สอดคล้องกับผลการวิเคราะห์

สำหรับบริษัทหรือบุคคลในประเทศไทยที่ได้รับการติดต่อให้เป็นตัวแทน ก็ควรพิจารณาเรื่องนี้จากอีกมุมหนึ่ง โดยต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่ากำลังรับหน้าที่และความรับผิดชอบใด เอกสารแต่งตั้งควรกำหนดขอบเขตอำนาจ หน้าที่ด้านการติดต่อสื่อสาร การจัดทำและเก็บรักษาบันทึก ความสัมพันธ์กับบทบาทของ DPO และข้อจำกัดของการเป็นตัวแทนให้ชัดเจน

ความเสี่ยงไม่ได้มีเพียงการไม่แต่งตั้งตัวแทนเมื่อ PDPA กำหนดให้ต้องแต่งตั้ง แต่ยังรวมถึงการแต่งตั้งโดยใช้ถ้อยคำที่ทำให้เกิดความสับสนว่าใครเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ใครเป็นผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ใครเป็นผู้ติดต่อกับหน่วยงานกำกับดูแล ใครเป็นผู้รับผิดชอบคำขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และใครต้องรับผิดตามกฎหมาย

ตัวแทนในประเทศไทยอาจเป็นบุคคลที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลและหน่วยงานกำกับดูแลติดต่อในฐานะผู้แทนของบริษัทต่างชาติสำหรับเรื่องที่เกี่ยวกับ PDPA เอกสารแต่งตั้งจึงต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าบทบาทนี้ครอบคลุมเรื่องใด และไม่ครอบคลุมเรื่องใด


ข้อคิดเห็นในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการอภิปรายและให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และอาจไม่ครอบคลุมพัฒนาการทางกฎหมายล่าสุด เนื้อหาในบทความนี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมายและไม่ควรนำไปใช้แทนคำแนะนำทางกฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง             


Authors

  • John Formichella

    John Formichella is a founding partner of Formichella & Sritawat and leads the firm’s Technology, Media, and Telecommunications (TMT) group. He has more than 27 years of telecommunications and technology experience across Asia, including serving as Vice President and General Counsel of a NASDAQ-listed telecommunications company. His work focuses on international market-entry strategy, telecommunications infrastructure, spectrum policy, and cross-border TMT developments, working alongside the firm’s Thai-licensed lawyers on matters involving Thailand. Earlier in his career, he contributed to work concerning the telecommunications provisions of the proposed United States-Thailand Free Trade Agreement. He is admitted to practice law in Washington, D.C.

  • Naytiwut Jamallsawat is a partner at Formichella & Sritawat and heads the firm’s Corporate and Regulatory practice. He advises multinational and Thai clients on complex regulatory and transactional matters, with particular emphasis on telecommunications, satellite services, media, data privacy, cybersecurity, energy, and foreign investment. His work includes market-entry structuring, licensing and regulatory compliance, regulated transactions, and conventional and renewable energy projects.
    Naytiwut is ranked Band 2 for TMT by Chambers Asia-Pacific and a Leading Partner for TMT by The Legal 500. He holds an LL.B. from Chulalongkorn University and LL.M. degrees from the University of Kent and the University of Dundee.

  • Supitchaya Akeyati is an associate at Formichella & Sritawat whose practice focuses on data privacy, telecommunications, media, and technology, corporate and commercial law, regulatory licensing, and foreign investment. She works with Thai and international clients on PDPA compliance, cross-border data governance, corporate matters, and regulatory issues affecting digital businesses and communications providers.
    Supitchaya has contributed to Thailand chapters published by Chambers and Partners and the International Comparative Legal Guides, covering technology transactions, digital business, data protection, and telecommunications and media regulation. She holds an LL.B. from the Faculty of Law at Prince of Songkla University.